เคล็ดลับการเลือกซื้อครีมกันแดด

การเลือกซื้อครีมกันแดด

  • ครีมกันแดดที่ดีควรมีทั้งสารที่ช่วยป้องกันรังสี UVA และรังสี UVB เช่น สาร anthranilates ซึ่งพบได้บ่อยในครีมกันแดดทั่วไป ส่วนสารที่กันได้เฉพาะรังสี UVA คือ benzophenones และส่วนที่กันได้เฉพาะรังสี UVB คือ cinnamates, PABA, PABA derivatives
  • ถ้าทำงานในร่มเป็นหลักควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 มาใช้ (หรือน้อยกว่านี้ก็ได้สัก SPF 8-12) และมีค่า PA++ ก็พอครับ แต่ถ้าต้องทำงานออกแดดหรือจำเป็นต้องโดนแดดให้เลือกซื้อครีมกันแดดที่ค่า PA+++ มีค่า SPF 15-20 มาใช้ครับ แต่ถ้าทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ปั่นจักรยาน ก็ให้เลือกเป็น SPF 20-30, เล่นกีฬาทางทะเล ก็ให้เลือกเป็น SPF 50 แต่ถ้าต้องออกแดดกลางแจ้งเป็นเวลานานและมีแดดแรงมากก็ให้เลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไป แต่สำหรับคนเอเชียอย่างเรา ๆ ที่ไม่รู้จะเลือกอะไร ก็ให้เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30-40 ก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ เพราะใช้ได้ทุกงาน 
  • การเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นนัก เพียงแต่ขอให้ครีมกันแดดนั้นมีประสิทธิภาพจริงตามที่ระบุไว้ในฉลากก็พอ แต่อย่าลืมว่าจากการตรวจสอบครีมกันแดดบางยี่ห้อกลับพบว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันด้อยกว่าในฉลากที่ระบุไว้
  • เครื่องสำอางป้องกันแสงแดดควรเป็นชนิดทนน้ำหรือทนเหงื่อ และควรทาก่อนออกอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ครีมกันแดดซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น หากทาเสร็จปุ๊ปแล้วออกไปรับแดดทันทีหรือออกไปแล้วจึงค่อยทาจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
  • ถ้าจะลงเล่นน้ำควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่กันน้ำได้และทาซ้ำบ่อย ๆ อย่าง Water resistant จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 40 นาที และ Waterproof จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 80 นาที เพราะฉะนั้นต้องทาซ้ำทุก ๆ 40-80 นาทีตามแต่ชนิด
  • ผิวของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน การเลือกซื้อครีมกันแดดมาใช้จึงต่างกันไปด้วย ถ้าเป็นคนผิวมันอยู่แล้วยังไปเลือกใช้ครีมกันแดดที่มันหรือมีค่า SPF สูง ๆ ก็จะยิ่งทำให้ไม่อยากทาครีมกันแดด และยังอาจทำให้เกิดสิวอุดตันได้ด้วย ดังนั้นการเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าผิวแห้งมากก็อย่าใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือถ้าเป็นคนผิวแพ้ง่าย ก็ยิ่งต้องเลือกมากหน่อยเป็นพิเศษ
  • คุณควรทดสอบการแพ้ครีมกันแดดก่อนใช้เสมอ ด้วยการนำครีมกันแดดมาทาใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาที แล้วสังเกตว่ามีอาการบวมแดงหรือไม่ (แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นกว่าจะปรากฏอาการแพ้ ดังนั้นจึงต้องรอดูอาการถึง 1-3 วัน เพื่อความแน่ใจ) ถ้ามีอาการดังกล่าวแสดงว่าเราแพ้สารเคมีจากครีมกันแดดชนิดนั้น ๆ
  • ควรสังเกตวันหมดอายุของครีมกันแดดด้วย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีกำหนดอายุประมาณ 2-3 ปี นับจากวันที่ผลิต และไม่ควรเก็บครีมกันแดดไว้ในที่ร้อน ๆ

การทาครีมกันแดด

  • ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ตั้งแต่ SPF 30 ขึ้นไป ในกรณีที่ต้องตากแดดเป็นเวลานานติดต่อกัน และให้ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ต่ำกว่าในกรณีที่โดนแสงแดดเป็นครั้งคราวระหว่างวัน
  • ควรทาครีมกันแดดทิ้งไว้ก่อนการออกแดดประมาณ 15 – 30 นาที และต้องทาซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้แน่ใจว่ายังมีสารกันแดดทำหน้าที่ปกป้องผิวอยู่
  • ปริมาณของครีมกันแดดที่เป็นมาตรฐานของค่า SPF นั้น “ต้องทาครีมกันแดดปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตร” แต่จากผลการวิจัยกลับพบว่า “คนส่วนใหญ่จะทาครีมกันแดดเพียง 0.5-1.5 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งจะได้ผลเพียงแค่ 20-50% ของค่า SPF ที่ระบุไว้” แต่ถ้าทาซ้ำ ๆ ในปริมาณที่พอดีจะได้ผลเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 เท่า !
  • การทาครีมกันแดดสำหรับใบหน้าให้ใช้ในขนาดเท่าไข่มุกเม็ดใหญ่ 2 เม็ด หรือหากใช้โลชั่นให้ใช้ขนาดเหรียญ 10 และอย่าลืมทาใบหูด้วย เพราะใบหูเป็นส่วนที่ไหม้แดดได้ง่าย โดยวิธีการทาครีมกันแดดบนใบหน้าก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่เแต้มครีมกันแดดลงบนใบหน้าเล็กน้อยในตำแหน่ง 5 จุด คือ หน้าผาก 1 จุด, แก้ม 2 จุด, จมูก 1 จุด และคางอีก 1 จุด จากนั้นก็ค่อย ๆ เกลี่ยให้ทั่วหน้าอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้นิ้วกลางและนิ้วนางวนเป็นวงกลมบนใบหน้าเบา ๆ จนเนื้อครีมซึมเข้าสู่ผิวหน้าจนหมดไม่เห็นครีมสีขาว ๆ และให้ทาไปถึงลำคอและด้านหลังที่ไม่มีเสื้อปกปิดด้วย เพื่อป้องกันแสงแดดและไม่ทำให้หน้าลอยหรือหลอกมาก
  • นอกจากการทาหน้าและลำคอแล้ว การทาครีมกันแดดเคลือบริมฝีปากและบริเวณรอบ ๆ ตา ซึ่งเป็นส่วนที่บอบบางก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้ากังวลว่าทาครีมกันแดดแล้วริมฝีปากจะไม่สวย คุณอาจหาซื้อครีมกันแดดสำหรับทาริมฝีปากที่มีลักษณะคล้าย ๆ ลิปสติกที่ทาเคลือบให้ริมฝีปากชุ่มชื้นมาใช้ก็ได้
  • การทาครีมกันแดดบริเวณผิวหนังส่วนอื่นของร่างกาย เช่น แขน ขา ให้เลือกใช้ครีมกันแดดสำหรับทาตัวโดยเฉพาะ ซึ่งมักจะมีความมันและมีราคาที่ถูกกว่าครีมกันแดดสำหรับใบหน้า

ปัจจัยที่มีผลต่อการออกฤทธิ์ของครีมกันแดด

  • การทา นั้นต้องทาครีมกันแดดปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตร หากทาบางเกินไปก็จะมีประสิทธิภาพที่ลดลงและป้องกันแสงแดดไม่ค่อยได้
  • การสวมใส่เสื้อผ้า แม้การสวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ จะช่วยป้องกันรังสีได้ดี แต่การสวมเสื้อผ้าทันทีหลังการทาครีมกันแดดจะทำให้ครีมไปติดอยู่ที่เสื้อผ้า จนทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดลดลงได้
  • เหงื่อออก การมีเหงื่อออกจะละลายครีมกันแดดออกไปกับเหงื่อได้
  • การว่ายน้ำหรือการถูกน้ำ ก็สามารถละลายเอาครีมกันแดดออกไปได้ด้วยเช่นกัน
  • ลมพัด ลมที่พัดก็มีส่วนพัดพาเอาครีมกันแดดที่ทาแล้วบนผิวหนังให้หลุดออกไปได้เช่นกัน
  • ทากันแดดแบบผิดวิธี ในขณะที่ตากแดดและทาครีมกันแดดซ้ำหลังจากว่ายน้ำ การใช้ครีมกันแดดจะต้องใช้เมื่อผิวแห้งสะอาดก่อน แล้วจึงลูบตัวยาให้เสมอ ๆ กันไปในทางเดียวกัน คือ ไม่ทาย้อนขึ้นย้อนลง เพราะจะเป็นเหมือนการถูไถ ทำให้ครีมกันแดดนี้หลุดออกไป

จากสาเหตุนี้เอง เมื่อนำครีมกันแดดมาใช้จริงจะพบว่ามีค่า SPF น้อยกว่าที่ระบุไว้เสมอ ทั้งนี้เป็นเพราะมีปัจจัยที่มีผลเกี่ยวข้องตามที่กล่าวมานั่นเอง

Be the first to reply

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *